ศึกษางาน

dsc020762 “จุฬาวิชาการ” ครั้งที่ 13
โดยงานปีนี้ได้ชูแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระราชดำริของในหลวง  ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างสังคมแห่งความพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แนวคิดของงาน
พลังแห่งปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Power of Wisdom for Sustainable Development) โดยมี 3 แนวคิดย่อยได้แก่ สภาวะโลกร้อน เศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันเวลาที่จัด
งานจุฬาฯ วิชาการ’ 51 จะจัดขึ้นในวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2551ตั้งแต่เวลา 08.00 น – 20.00 น. ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุดประสงค์ของงาน
เพื่อต้องการเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ จาก 4 สาขาวิชา ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ให้แก่สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง คนทำงาน ผู้ประกอบการ คณาจารย์ ปัญญาชน รวมทั้งองค์การต่างๆ ในฐานะที่เป็นแหล่งความรู้และอ้างอิงของแผ่นดิน

รูปแบบกิจกรรมภายในงาน “จุฬาฯ วิชาการ’ 51”
1. นิทรรศการผลงานทางวิชาการ และผลผลิตทางวิชาการ
2. การแสดง และการสาธิตผลงาน เช่น การแสดงละครเวที การแสดงนาฎศิลป์เป็นต้น
3. การจัดสัมมานาทางวิชาการ การปาฐกถา การจัดอบรม และการประกวดแข่งขัน
4. แนะแนวการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย รวมไปถึง Open House ของแต่ละคณะ ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมปฏิบัติจริง

จุดเด่นของงานนั้นอยู่ที่ศาลาพระเกี้ยวซึ่งจะเป็นนิทรรศการแสงสีมัลติมีเดียล้ำยุคที่สะท้อนแนวคิดวิธีการพัฒนาภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังจำลองสภาพปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาอื่นๆ ที่ประสบอยู่ในปัจจุบันผ่านรูปแบบสื่อผสมสุดไฮเทคที่ให้ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมใช้ประสาทสัมผัสทุกมิติเปิดรับประสบการณ์ปัญหาเหมือนเกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งร่วมกันช่วยคิดหาทางแก้ โดยนำเสนอผลงานของนิสิตจุฬาฯ เป็นพลังส่วนหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน
นอกจากนิทรรศการหลักดังกล่าวที่จัดแสดงบริเวณศาลาพระเกี้ยวแล้ว  ยังมีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการของชาวจุฬาฯที่ล้วนโดดเด่นและน่าสนใจ โดยจะแบ่งโซนกิจกรรมออกเป็น 4เมืองตามสาขาวิชาต่างๆ  ให้เลือกเข้าชมได้ ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์สุขภาพ  มนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์  ซึ่งแต่ละเมืองจะงัดเอาผลงานเด่น นวัตกรรมเด็ดๆ ของแต่ละคณะมาอวดโฉมกัน อาทิเช่น  หุ่นยนต์รางวัลระดับโลก ของคณะวิศวกรรมศาสตร์  แฟชั่นโชว์สุดเก๋จากคณะศิลปกรรมศาสตร์  นิทรรศการแนวคิดการเมืองสีเขียวโดยคณะรัฐศาสตร์ และผลงานพร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย
 ภายในงานยังมีการเปิดโอเพ่น เฮ้าส์ของแต่ละคณะ ให้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ พร้อมร่วมทดลองปฏิบัติกิจกรรมที่แต่ละคณะจัดขึ้น เช่น การทดลองเป็นดีเจ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ในคณะนิเทศศาสตร์ หรือเข้าชมการสาธิตชันสูตรศพ ของคณะแพทยศาสตร์ ให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมเนื้อหาการเรียนการสอนของทุกคณะในจุฬาฯ 

นิทรรศการ Hi-light ของงานจุฬาฯ วิชาการ’ 51
จัดขึ้นที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดแสดงนิทรรศการผ่านการนำเสนอด้วยสื่อ Interactive เรียกได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสามารถมีประสบการณ์ร่วมกับนิทรรศการได้จริง โดยมีเนื้อหาเป็นการบูรณาการศาสตร์ทุกสาขาในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา พร้อมด้วยการเสนอทางแก้ และการปรับตัวในภาวะโลกร้อนด้วยแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ซึ่งนับเป็นการต่อยอดทางปัญญาที่สอดคล้องกับปณิธาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะเป็นแหล่งความรู้และอ้างอิงของแผ่นดิน

ภายในงานจุฬาฯ วิชาการ’ 51 ได้แบ่งออกเป็น4 เมือง ดังต่อไปนี้

1. เมืองวิทยาศาสตร์สุขภาพ (สีเขียว)
ประกอบด้วย: คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์  คณะสหเวชศาสตร์  คณะสัตวแพทยศาสตร์  คณะจิตวิทยา  สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และการกีฬา  วิทยาลัยพยาบาล
นำเสนอ: องค์ความรู้แห่งศาตร์ของการบำบัดในภาวะโลกร้อน ที่เน้นการนำการประยุกต์ทฤฎีจากหลักเศรษฐกิจพอเพียง และแนวการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่วงการวิทยาศาสตร์สุขภาพสามารถหาทางช่วยแก้ไขได้ หรือเสนอแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดี ทั้งกายและจิตใจ พร้อมทั้งวิถีที่จะทำให้ชีวิตในอนาคตอยู่อย่างยั่งยืนและมีสุขภาพสมบูรณ์  เนื้อหาของงานแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือในส่วนของผลงานนวัตกรรมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น  คณะแพทยศาสตร์ จะนำเสนอเรื่องผิวหนังเทียม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำไปรักษาผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้ การผ่าตัดโดยการใช้กล้อง เป็นนวัตกรรมที่สามารถเรียนรู้ข้ามทวีปได้ คณะทันตแพทยศาสตร์ จะนำเสนอทันตนวัตกรรม การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ โดยภูมิปัญญาของทันตแพทย์ไทย เช่น กาวอุดฟัน รากฟันเทียม การพัฒนาไหมขัดฟันโดยใช้พันธุ์ไหมไทยท้องถิ่น คณะเภสัชศาสตร์ นำเสนอการใช้น้ำมันรำข้าวมาดัดแปลงทำเครื่องสำอาง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จัดแสดงจักรยานอัจฉริยะลดโลกร้อน เนื้อหาของงานอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ  ประกอบด้วย คณะสัตวแพทยศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสัตว์ คณะสหเวชศาสตร์ มีโครงงานทำนายโรคทางพันธุกรรมในอนาคต ซึ่งอาศัยการถอดรหัส DNA ทางพันธุกรรม วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จะให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยของสตรี คณะจิตวิทยา มีกิจกรรมให้ความรู้ผ่านการแสดงละครเวที เรื่อง “คนปกติที่ไม่ปกติ” ซึ่งจะจัดแสดง ๒ รอบ คือเวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๗.๐๐ น. ณ อาคารเปรมบุรฉัตร

2. เมืองวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (สีน้ำเงิน)
ประกอบด้วย: คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
นำเสนอ: นวัตกรรมแห่งยุคที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหา และลดสภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งนำเสนอความก้าวล้ำของเทคโนโลยี และสิ่งประดิษฐ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์อย่างไร้ขีดจำกัด ในส่วนที่จัดแสดงที่ศาลาพระเกี้ยวว่า จะนำเสนอโครงงานซึ่งเปรียบเสมือนบทสรุปและภาพรวมของโครงการทั้งหมด โดยจัดสรรพื้นที่ ๒,๖๒๗ ตารางเมตรในการจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ เหตุแห่งปัญหา  (Root of Crisis) นำเสนอปัญหาอันเป็นวิกฤตของประเทศไทยผ่าน Video ประกอบ Visual&Sound Effects  ในแนวคิด “Butterfly Effect : เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”  ผ่านตัวละครหลักคือเด็กที่มองโลกผ่านมุมมองที่บริสุทธิ์และสดใส  ส่วนที่ ๒ ประกายแห่งปัญญา (The Persuit of Wisdom) นำเสนอที่มาและการเกี่ยวโยงของหลักสมการสูตรแห่งการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้พื้นฐานความคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านนิทรรศการ Exhibition Board และเทคนิค Interactive Programs ที่ง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อการพัฒนาและการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าชมสามารถเลือกชมเนื้อหาของโครงงานในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจบนจอแบบสัมผัส (Touched Screen) โดยเนื้อหาจะแสดงอยู่บนผนังในห้องแห่งการพัฒนาและเรียนรู้ จากเครื่องฉายภาพขนาดใหญ่ ส่วนที่ ๓ พลังแห่งปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The Power of Wisdom for Sustainable Development) นำเสนอโครงการต่างๆ ของจุฬาฯ ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นทางออกในการช่วยลดและแก้ปัญหาต่างๆ ในประเทศไทย ประกอบด้วย ๕ หัวข้อ ได้แก่ ระบบนิเวศน์และการเปลี่ยนแปลง  มนุษย์และการสรรค์สร้าง นโยบายสาธารณะ ธุรกิจและเทคโนโลยีสีเขียว พลังงานและทางเลือก นอกจากนี้ยังมีห้อง Interactive Map ซึ่งผู้ชมสามารถเข้าไปค้นหาตำแหน่งของโครงการที่น่าสนใจของนิสิตนักศึกษาได้ โดยมีนิสิตช่วยอำนวยความสะดวกในการนำผู้ชมไปชมโครงงานตามเมืองต่างๆ อีกด้วย
 3. เมืองมนุษยศาสตร์ (สีแดง)
ประกอบด้วย: คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันภาษา
นำเสนอ: รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาในเมืองมนุษย ศาสตร์จะนำเสนอในรูปแบบของอดีต ปัจจุบันและอนาคต เช่น มหันภัยด้านสภาวะแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อให้มนุษย์มีความตระหนักในการป้องกันและแก้ไข ในส่วนของภาคอดีตจะแสดงให้เห็นถึงความพอเพียงของประเทศไทยย้อนกลับไปยังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับตั้งแต่สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสร้างบรรยากาศย้อนยุคทั้งหมด เช่น การแต่งกาย สิ่งของ ของใช้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำเสนอเนื้อหาในส่วนของปัจจุบันให้คนตระหนักถึงปัญหา เพื่อไปสู่วิธีการป้องกันไม่ให้อารยะมาสร้างหายนะให้กับอนาคต เป็นต้น
ทั้งนี้ผู้ที่มาร่วมงานในเมืองมนุษยศาสตร์จะได้รับประโยชน์ทางความคิด ทำให้ย้อนมองตนเองว่ามีส่วนในการสร้างและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งจะช่วยจุดประกายความคิดให้ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบในการคิด การกระทำ โดยการปรับวิถีชีวิตของตนเองเพื่อมิให้กระทบกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร และศาสตร์เพื่อมวลมนุษย์ชาติ นำเสนอผลกระทบของโลกร้อน ต่ออารยธรรมและชีวิตของมวลมนุษยชาติ พร้อมทั้งนำเสนองานศิลป์หลังยุคโลกร้อน โดยประยุกต์หลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีพ ทั้งศิลปะเพื่อเสพ และศิลปะเพื่อชีวิตประจำวัน

4. เมืองสังคมศาสตร์ (สีเหลือง)
ประกอบด้วย: คณะนิติศาสตร์  คณะนิเทศศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์
นำเสนอ: โลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของสังคมรอบด้าน กฏหมายการเมือง การเงิน การสื่อสาร คำตอบของการเปลี่ยนแปลงจากวิถีการแก้ปัญหาด้วยศาสตร์แห่งสังคม มีคำตอบ
เมืองสังคมศาสตร์ได้มีการนำเสนอเนื้อหา ในประเด็นและแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวกับ สภาวะโลกร้อน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนอกจากจะจัดแสดงอยู่ในรูปแบบของนิทรรศการตามปกติแล้ว ก็ยังมีการนำเสนอในรูปแบบของการเสวนาวิชาการ การแสดงละคร การโต้วาที และการให้ผู้เข้าชมงานมีส่วนเข้าร่วมในกิจกรรม เช่น การเล่นเกม การแข่งขันต่างๆ
นอกเหนือจากโครงการ ๔โครงการที่ได้มานำเสนอในวันแถลงข่าว ซึ่งได้แก่ ๑) โครงการเรียนรู้และอยู่อย่างพอเพียง: การจัดการศึกษาโดยประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ของคณะครุศาสตร์ ๒) โครงการการนำแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ของคณะเศรษฐศาสตร์ ๓) โครงการคาร์บอนเทรดดิ้งของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ ๔) โครงการการแสดงละครสอดแทรกกฎหมาย ของคณะนิติศาสตร์  แล้วก็ยังมีโครงการของคณะต่างๆ ในเมืองสังคมศาสตร์ ที่น่าสนใจ ดังนี้
คณะนิติศาสตร์ จะเสนอมุมมองในด้านกฎหมาย ในแง่ของนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และความสอดคล้องระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
คณะรัฐศาสตร์ จะอธิบายแนวคิดของ การเมืองสีเขียว ว่าเป็นอย่างไร และมีผลกระทบต่อสังคม และความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นยังมีการเสวนาวิชาการเรื่องการพลิกภาวะวิกฤตโลกร้อนให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร
คณะนิเทศศาสตร์ จะนำเสนอแนวคิดของการใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในสังคม และร่วมกันรณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานภาพนิ่งของนิสิต ตามแนวคิดสภาวะโลกร้อน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน
คณะครุศาสตร์ เสนอแนวคิดของโรงเรียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน การเรียนรู้และการอยู่อย่างพอเพียง และการแสดงดนตรีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
คณะเศรษฐศาสตร์ นำแนวคิดของปรัชญาพอเพียงในสังคมเมือง การนำแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการวิเคราะห์เรื่องของน้ำมันและรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภค
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เสนอแนวคิดของโรงงานสีเขียว และไอทีสีเขียว ว่าเป็นอย่างไร แนวคิดของธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การทำบัญชีครัวเรือนและการบริหารกองทุนหมู่บ้านเพื่อการดำรงชีวิตแบบพอเพียง แนวคิดความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีบทบาทต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันเกม “มาลดโลกร้อนกันเถอะ”
วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จะเสนอแนวคิดที่เกี่ยวกับประชากร เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
สถาบันเอเชียศึกษา จะนำเสนอการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนที่ยั่งยืน วิกฤตโลกร้อนกับมหันตภัยนาร์กีส และแนวคิดของพลังแห่งปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
สถาบันวิจัยสังคม นำเสนอเรื่องของชุมชนกับการจัดการกับทรัพยากรที่ยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือในการจัดการป่าชุมชน
และโครงการสหสาขา โดยบัณฑิตวิทยาลัย จะเสนอแนวคิดของเมืองเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้มุมมองผ่านงานวิจัยเพื่อพัฒนามนุษย์และสังคม

ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าชมงาน
 -งานจุฬาฯวิชาการในครั้งนี้ ให้ทั้งความรู้ ความสนุกสนาน ความบันเทิง สำหรับทุกคนแล้ว  นักเรียนที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาที่จุฬาฯ จะได้มีโอกาสมาสัมผัสการเรียนการสอนในคณะต่างๆ ของจุฬาฯ อีกด้วย โดยจะมีการจัดงาน Open House ตามคณะต่างๆ แสดงถึงตัวอย่างการเรียนการสอน สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจมากมาย  ซึ่งการที่ได้ไปร่วมงานในครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้มากมาย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ชมหุ่นยนต์ที่เป็นผลงานของเด็กไทยและชนะระดับโลกซึ่งทำให้ได้รับความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก และยังได้รู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน การแก้ไขปัญหาลดโลกร้อนอีกด้วย และนอกจากนี้ยังได้ชมซุ้มกิจกรรมของแต่ละคณะต่างๆมากมายที่ให้ทั้งความรู้และความสนุก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนิสิตจุฬาทำให้เราได้รู้ถึงการเรียนการสอนของที่นี่ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ในการเรียนของเราได้

บรรยากาศภายในงาน 

dsc02093

 

 

 

 

 

 

 

 dsc021232dsc021201

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: